เด็กอิงก์ดอทคอม
เด็กอิงก์ดอทคอม หน้าหลัก ฟังเพลงภาษาอังกฤษ เกมส์ฝึกภาษาอังกฤษ หลักการใช้ภาษาอังกฤษ หาเพื่อนคุยภาษาอังกฤษ คลิปวิดีโอภาษาอังกฤษ เว็บบอร์ดเด็กอิงก์

เมนูภาษาอังกฤษ
หมวด » Special Interviews » ประสบการณ์โครงการ AFS

น้องหนึ่งกับประสบการณ์ AFS

สัมภาษณ์พิเศษ :: "น้องหนึ่ง" กับประสบการณ์ AFS
บทสัมภาษณ์โดย : พี่จิว


โครงการภาษาอังกฤษ AFS 10

สวัสดีครับ ชาวเด็กอิงก์ทุกคน หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ โครงการ AFS กันมาบ้างแล้ว ซึ่งบางคนก็อาจจะมีคำถามมากมายเกี่ยวกับโครงการนี้ วันนี้ ทางทีมงานเด็กอิงก์ดอทคอมได้มีโอกาสทำความรู้จักกับ “น้องหนึ่ง” สาวน้อยที่เต็มไปด้วยความสดใสร่าเริง ที่มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ AFS มาแล้ว ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมานานมากแล้ว แต่ความทรงจำจากโครงการนี้ก็ยังคงอยู่ติดตัวของเธออยู่ตลอด

เรามาดูกันว่า อะไรที่ทำให้เธอประทับใจกับโครงการนี้กัน… ถ้าทุกคนพร้อมแล้ว เรามาทำความรู้จักกับเธอคนนี้พร้อมกันเลย….

ช่วยแนะนำตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับชาวเด็กอิงก์ดอทคอมสักนิดครับ

สวัสดีชาวเด็กอิงก์ทุกคนค่ะ ชื่อ ศุลีภรณ์ แลกะสินธุ์ หรือเรียกเล่นๆ ว่าหนึ่งนะคะ เมื่อต้นเดือนเพิ่งอายุครบ 22 ปีค่ะ จบมัธยมมาจาก โรงเรียนชลประทานวิทยาค่ะ ตอนนี้เรียนอยู่ที่ วิทยาลัยนานาชาติ ม.มหิดล (Mahidol University International College) วิชาเอกวิทยาศาสตร์เคมี โทภาษาญี่ปุ่น ชั้นปี 4… จะจบปีหน้าแล้วค่า

ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ AFS มาเมื่อตอนไหน แล้วไปที่ไหนมาเอ่ย

หนึ่งจำได้ว่าสมัครสอบเข้าโครงการไปตอนอยู่ ม.4 แล้วก็ได้ไปกับโครงการตอนม.5 ค่ะ ไปประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐวิสคอนซิน (รู้จักกันหรือเปล่า ฮ่าๆๆ เพราะก่อนจะไปหนึ่งยังไม่รู้เลยว่ารัฐนี้อยู่ที่ไหน 55+) เมืองที่ไปอยู่เป็นเมืองเล็กๆ ชื่อ Oregon ค่ะ (ตอนแรกนึกว่าได้ไปอยู่รัฐ Oregon ซะอีก) เมืองเล็กจริงๆ ค่ะ มีประชากรประมาณ 5-6 พันคนถ้าจำไม่ผิด พูดง่ายๆ ก็คือ เมืองนี้ออกแนวชนบทนิดนึงค่ะ แต่สิ่งที่ชอบมากๆ เกี่ยวกับเมืองนี้ ก็คือ อากาศดีมากๆ แถมมีต้นไม้เยอะด้วยค่ะ

ในฐานะผู้ที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ให้น้องหนึ่งช่วยแนะนำโครงการ AFS คร่าวๆ ให้ฟังนิดนึงละกันครับ

คำว่า AFS ย่อมาจาก “American Field Service” ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้เริ่มก่อตั้งโครงการนี้ขึ้นมาค่ะ โดย AFS เป็นโครงการแลกเปลี่ยนสำหรับเยาวชนที่ให้โอกาสเราในการทดลองไปใช้ชีวิตในต่างประเทศหลายๆ ประเทศด้วยกัน ซึ่งโครงการแลกเปลี่ยนของ AFS ก็มีอยู่หลายประเภทคะ ทั้งโครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้น และยาว แลกเปลี่ยนครูและบุคลากร และอื่นๆ ซึ่งหนึ่งได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการระยะเวลา 1 ปีคะ ซึ่งหนึ่งก็ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่เราได้รับเลือก แล้วก็ได้ไปศึกษาชีวิต วัฒนธรรม และสังคมของคนที่นั่น เป็นเวลา 11 เดือนค่ะ

โครงการภาษาอังกฤษ AFS 3

แล้วประสบการณ์การเป็นเด็ก AFS ของน้องหนึ่ง เริ่มต้นมาได้อย่างไรครับ

ตอนที่สมัครเข้าโครงการ AFS นั้น หนึ่งอยู่ม.4 ค่ะ อาจารย์ฝ่ายวิชาภาษาอังกฤษเข้ามาแนะนำโครงการ แล้วก็บอกว่าตอนนี้กำลังเปิดรับสมัครนะ บอกตามตรงว่าตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ว่า AFS เป็นยังไงแต่ก็ลองสมัครไปตามๆ เพื่อน ตอนไปสอบข้อเขียนก็ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือหรือเตรียมตัวไปเท่าไหร่ ข้อสอบข้อเขียนไม่ยากและไม่ง่าย จำไม่ค่อยได้ว่าเป็นยังไงบ้างเพราะผ่านมาก็หลายปีแล้วค่ะ (555) แต่พอรู้ว่าเราผ่านข้อเขียนก็ดีใจมาก หลังจากนั้นก็ไปสัมภาษณ์ จะมีทั้งส่วนกิจกรรมรวมกับเพื่อนๆ ที่ผ่านข้อเขียนมาและรุ่นพี่ AFS และส่วนที่เป็นการสัมภาษณ์ตัวต่อตัวกับอาจารย์ค่ะ

ส่วนใหญ่เวลาว่างๆ มีทำกิจกรรมอะไรร่วมกับเพื่อนๆ บ้างรึเปล่าครับ

ตอนที่อยู่โรงเรียนที่อเมริกา หนึ่งได้ลงวิชาร้องเพลงประสานเสียง หรือ “Choir class” ที่หนึ่งเลือกลงวิชานี้ก็เพราะหนึ่งเป็นคนชอบร้องเพลงอยู่แล้ว ที่โรงเรียนจะมีงานแสดงอยู่เรื่อยๆ และนักเรียนในห้องก็จะต้องมีการซ้อมเพื่อแสดงกัน ดังนั้นกิจกรรมส่วนใหญ่ที่ทำก็คือซ้อมร้องเพลงกับเพื่อนๆ นอกจากนั้นก็มีออกไปชอปปิ้ง เล่นกีฬาบ้าง สนุกมาก ได้ลงเล่นฟุตบอลเป็นครั้งแรกในชีวิตด้วย

โครงการภาษาอังกฤษ AFS 4

พี่เห็นนักเรียนแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่ เค้าจะมีการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้กับเพื่อนต่างชาติ ของน้องหนึ่งมีมั๊ยครับ แล้วผลตอบรับจากเพื่อนๆ เป็นยังไงบ้าง

หนึ่งมีโอกาสพูดเกี่ยวกับเมืองไทยประมาณ 2-3 ครั้งค่ะ พอดีอาจารย์ที่สอนวิชาประวัติศาสตร์ และ ภูมิศาสตร์บางท่าน มาขอให้เราไปทำ presentation เกี่ยวกับประเทศไทยให้นักเรียนในคลาสฟัง โดยให้พูดเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ครั้งแรกเลยก็ประหม่ามาก เพราะโดยส่วนตัวไม่ค่อยถนัดเรื่องพูด (ขี้อาย ฮ่าๆ) โดยเราก็พยายามหาข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับประเทศไทยที่คิดว่าชาวต่างชาติน่าจะสนใจ เช่น เรื่องอาหารไทย การท่องเที่ยว การใช้ชีวิต และอื่นๆ ซึ่งพอได้เวลาขึ้นไปพูดจริงๆ ก็ไม่ได้เครียดอย่างที่คิดไว้ คือคนอเมริกันค่อนข้างเป็นคนชิวๆ ไม่ต้องพูดอธิบายเป็นทางการมากมาย หนึ่งเลยพูดเรื่องประเทศไทยได้โดยไม่กดดัน เหมือนกับเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง ซึ่งตอนที่พูดครั้งแรก ก็เพิ่งไปอเมริกาได้ไม่นาน ภาษาก็เลยยังไม่ค่อยแข็งแรง พูดผิดๆ ถูกๆ แต่โชคดีที่มีเพื่อนๆ และอาจารย์ช่วยเราด้วย

อย่างนี้คงมีเพื่อนชาวต่างชาติเยอะเลยสินะ

พอไปถึงอเมริกาวันแรก AFS จะจัด First Orientation แบ่งตามส่วนพื้นที่การดูแลของแต่ละรัฐ ที่นั่นหนึ่งก็ได้รู้จักกับเด็ก AFS คนอื่นๆ จากหลายๆประเทศทั่วโลก และคงเป็นเพราะว่าความเป็นเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนเหมือนกัน เพียงเวลา 2 วันที่ทำกิจกรรมร่วมกัน ทุกคนทำความรู้จักและสนิทกันเร็วมาก พอหลังจากวันนั้นเราก็ต้องแยกย้ายกับไปตามบ้านของ host family โดยโรงเรียนที่หนึ่งได้ไปเรียนมีเด็กจาก AFS เหมือนกัน 3 คนจากเยอรมัน และหนึ่งก็เป็นคนไทยเพียงคนเดียวเท่านั้น โดยอาจจะถือเป็นความโชคดีด้วย ที่โรงเรียนไม่ใหญ่มาก ไม่ค่อยมีคนเอเชีย นักเรียนที่นั่นเลยค่อนข้างให้ความสนใจเราบ้างเวลาเราเข้าไปทำความรู้จัก

โครงการภาษาอังกฤษ AFS 1

ความรู้สึกหลังจากที่ได้เหยียบพื้นอเมริกาครั้งแรก

ตื่นเต้นมากกก เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยไปต่างประเทศเลย ยิ่งพอรู้ว่าจะต้องมาใช้ชีวิตคนเดียวไม่มีพ่อกับแม่ ก็เลยรู้สึกตื่นเต้น อย่างที่บอกไปแล้ว พอมาถึงอเมริกาครั้งแรกก็มีคนพาไปที่พักที่จัด Orientation ก่อน หลังจากนั้นก็ได้เจอ host family แล้วเค้าก็พากลับบ้าน บรรยากาศที่นั่นทุกๆ อย่างแตกต่างจากตอนที่อยู่เมืองไทยมาก เมืองที่ได้ไปอยู่เป็นเมืองเล็กๆ อากาศหนาว มีทุ่งเขียวๆ และต้นไม้เยอะมาก ไม่เหมือนในกรุงเทพเลย บ้านที่อยู่อาศัยก็ไม่เหมือนกัน บ้านที่นั่นทุกหลังต้องมีห้องใต้ดิน หน้าบ้านไม่มีรั้ว (ว่าแต่ เอ๊ะ เค้าไม่กลัวโจรกันหรือไง…) และก็ยังมีอีกหลายๆ อย่างที่ไม่อาจยกมาบอกทั้งหมดได้คะ

โครงการภาษาอังกฤษ AFS 5

ประเทศอเมริกาต่างจากที่เคยคิดไว้มั้ย

ถ้าจะให้พูดรวมๆ ทั้งประเทศอเมริกาก็คงจะไม่ไหว เพราะอเมริกาเป็นประเทศที่ใหญ่มาก ความเป็นอยู่และนิสัยของผู้คนก็แตกต่างออกไปแล้วแต่พื้นที่ ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คงจะไม่ต่างกับเมืองไทยมากนัก ถ้าจะพูดถึงคนในเมืองที่หนึ่งได้ไปอยู่ ผู้คน friendly น่ารักมาก เหมือนประเทศไทยเวลาเราได้ไปต่างจังหวัด เมื่อไหร่ที่มีคนต่างถิ่นไปหา เขาก็จะดูแลต้อนรับดี ผิดกับตอนที่ไปเมืองใหญ่ๆ (อย่างตอนที่ไปเที่ยวที่ Chicago) ที่คนในเมืองเอาแต่ทำงาน ใช้ชีวิตอยู่กับเวลา ดูยุ่งเหยิง ต่างคนต่างอยู่ มีคนเห็นแก่ตัวบ้าง หยาบคายบ้าง เหยียดคนผิวดำ แล้วก็อาจจะมีคนที่เหยียดคนเอเชียบ้าง แต่หนึ่งโชคดีที่ไม่ได้เจอค่ะ

เมืองที่อยู่เป็นไงบ้าง น่าอยู่มั้ย

เมืองที่หนึ่งได้ไปอยู่ชื่อ Oregon ค่ะอยู่ในรัฐ Wisconsin เป็นเมืองเล็กๆ ห่างจากเมืองหลวงประมาณ 10 ไมล์ คนอาศัยไม่เยอะ เป็นเมืองเงียบๆ แต่น่าอยู่และอากาศดี มีทุ่งกว้างๆ ต้นไม้เยอะๆ ถึงจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็สะดวกสบายเพราะมีทุกอย่าง ธนาคาร ร้านอาหาร โรงพยาบาล และอื่นๆ

โครงการภาษาอังกฤษ AFS 2

แล้วอยู่ที่นั่นต้องอยู่กับโฮสต์มั้ย น้องหนึ่งได้โอสต์ดีหรือเปล่าเอ่ย

ใช่ค่ะ เด็ก AFS ทุกคนจะได้ไปอยู่กับโฮสต์ โฮสต์ของหนึ่งเป็นคู่แต่งงานใหม่ไม่มีลูกด้วยกัน แต่ host dad มีลูกติดอยู่ที่รัฐ Indiana ดังนั้นหนึ่งเลยได้เป็นลูกคนเดียวในบ้าน โฮสต์ของหนึ่งรับหนึ่งเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเป็นครั้งแรก ดังนั้นต่างฝ่ายก็ยังไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เท่าไหร่นัก แต่โฮสต์หนึ่งก็นิสัยดี น่ารักมาก แล้วก็อบอุ่นมาก คุณแม่เป็นคนชอบทำอาหารมาก แล้วหนึ่งก็ชอบเข้าไปช่วยเค้าทำอาหาร เค้ารู้ว่าหนึ่งชอบกินของหวาน เขาก็ชอบทำชีสเค้กให้กินบ่อยๆ โฮสต์ดูแลดีมากๆ ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร ตลอดเวลาเกือบ 1 ปีที่ได้อยู่บ้านเค้าก็มีความสุขดีค่ะ

รู้สึกแปลกมั้ย อยู่ดีๆ ต้องไปอยู่กับครอบครัวใครก็ไม่รู้

แรกๆ ก็แปลกค่ะ เข้าบ้านครั้งแรกก็ทำตัวไม่ค่อยถูก ใช้อะไรไม่ค่อยเป็น แล้วก็ไม่ค่อยกล้าถาม เพราะตามนิสัยที่เป็นคนขี้อายและขี้เกรงใจ แรกๆ เลยมีอะไรที่ต้องเรียนรู้เยอะแยะมากมาย แต่พอได้อยู่ไปเรื่อยๆ มันก็เป็นความเคยชินไปเลยค่ะ เหมือนบ้านนี้เป็นบ้านของเรา โฮสต์ของเรา ณ เวลานั้นก็เหมือนพ่อแม่ของเราที่เป็นผู้ปกครองและดูแลเรา แต่เค้าก็ไม่ได้ว่างดูแลเราตลอดเวลาเพราะโฮสต์ต้องทำงานนอกบ้านทั้ง 2 คน วันที่ไม่มีเรียนหนึ่งเลยต้องอยู่คนเดียวบ่อยๆ ต้องทำทุกอย่างเอง ดูแลตัวเองค่ะ

อาหารการกินที่นั่นเป็นยังไงบ้างหรอครับ

อาหารที่คนอเมริกันกินนี่อุดมสมบูรณ์มาก (อ้วนมากนั่นเอง 55) ปกติโฮสต์จะทำเฉพาะมื้อเย็นค่ะ Host mom ทำเองค่ะหนึ่งก็ช่วยเค้าทำบ้าง ส่วนมื้อเช้ากับกลางวันต้องกินที่โรงเรียน อาหารกลางวันที่โรงเรียนส่วนมากก็ พิซซ่า ลาซานญ่า เบอร์เกอร์ ทุกอย่างที่เป็น junk food นานๆ ทีจะมีสลัดมาให้กิน น้ำหนักเพิ่มขึ้นน่ากลัวมาก เป็นสิบๆ โล ฮ่าๆๆ

โครงการภาษาอังกฤษ AFS 7

ตอนนั้นรู้สึก Homesick มั้ย แล้วมีวิธีการจัดการกับอาการเหล่านี้บ้างยังไงครับ

เรื่องอาการ Homesick ไม่ค่อยมีค่ะ อาจจะเป็นช่วงเดือนแรกที่ไปถึงแล้วโรงเรียนยังไม่เปิดเรียน โฮสต์ก็ต้องไปทำงานทุกวัน หนึ่งเลยต้องอยู่บ้านคนเดียว แรกๆ ก็ไม่กล้าออกไปไหน อยู่ติดบ้านตลอด ก็มีเหงาบ้าง เลยใช้เวลาดูทีวี ดูหนัง ทำตัวให้ไม่ว่าง แล้วก็เป็นการฝึกภาษาไปในตัว ส่วนหลังๆ ก็ออกไปเดินเล่นบ้าง เป็นการสำรวจเมือง เมื่อไหร่ที่เกิดเหงาหรือเบื่อจะพยายามไม่อยู่ว่างแล้วก็หาอะไรสนุกๆ ทำค่ะ ^^

เป็นครั้งแรกหรือเปล่าที่ได้มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษนอกห้องเรียน แล้วมีปัญหาในการใช้ภาษาอังกฤษบ้างมั้ย ต่างจากที่เราเรียนมาแบบเน้นการท่องจำยังไงบ้าง

เป็นครั้งแรกเลยค่ะ ก่อนไปก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษมากมาย แค่พอรู้เรื่องบ้างเวลาอยู่ในห้องเรียน แต่พอเข้าเอาจริงๆ ไปถึงแล้วแทบจะต้องปรับสมองกันใหม่หมด เพราะมันมีอะไรเยอะมากที่เราไม่ได้เรียนจากในห้องเรียน เช่นพวกแสลงต่างๆ ที่วัยรุ่นเค้าใช้กัน คนที่นั่นเค้าก็พูดกันเร็วมากด้วย หนึ่งต้องขอให้เค้าพูดช้าๆ บ้างเวลาเราฟังไม่ทัน พอฟังทันก็ต้องใช้เวลาแปลในหัวก่อนจะตอบออกไปอีก ช่วงแรกๆ เลยสื่อสารกันลำบากนิดหน่อย แต่ก็คงเป็นที่ความเคยชินอีกเหมือนกัน เวลาผ่านไปเหมือนเราจะชินกับสำเนียงและการพูดที่ค่อนข้างเร็วของคนที่นั่น เวลาสื่อสารกันคือ เค้าถามมาเราก็ตอบได้เลย ไม่ต้องเอามาแปลในหัวก่อนแล้วค่อยตอบอีกแล้ว มีคนบอกไว้ว่า เราจะรู้ได้ว่าเราสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ ก็ต่อเมื่อเราฝันเป็นภาษาอังกฤษ หนึ่งเริ่มฝันเป็นภาษาอังกฤษหลังจากไปอเมริกาประมาณเดือนที่ 2-3 ค่ะ

ตอนอยู่ที่นั่น มีเทคนิคการฝึกภาษาอังกฤษอะไรบ้างมั้ย

อย่างที่บอกไปแรกๆ ก็คือ ดูหนังบ้าง ดูทีวีบ้าง เพื่อให้ตัวเองเคยชินกับภาษาและสำเนียง ฟังไปก็ฝึกพูดกับตัวเองไป พอเวลาที่ได้อยู่กับเพื่อนๆ ก็ขอให้เค้าสอนภาษาบ้าง เวลาที่พูดอะไรผิดหรือไม่รู้ว่าต้องพูดยังไง เพื่อนๆ ก็จะช่วยแก้และชี้แนะให้ค่ะ

โครงการภาษาอังกฤษ AFS 8

น้องหนึ่งมีเรื่องอะไร เปิ่นๆ ตอนอยู่ที่นั่นเล่าให้เราฟังมั้ยครับ

มีเยอะมากค่ะ 555 เพราะช่วงที่ไปโรงเรียนแรกๆ ก็ฟังเค้าพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ยกตัวอย่างก็มีตอนที่เรียนวิชาพละ ที่โรงเรียนหนึ่งเค้าจะเรียนกีฬาหลายอย่าง แต่ละอาทิตย์ก็จะเรียนกีฬาประเภทต่างๆกันไป มีครั้งนึงที่อาทิตย์ต่อไปต้องออกไปเรียนนอกสถานที่ อาจารย์เค้าก็บอกไปให้เจอกันที่ลานจอดรถแล้วก็ขับรถไปเรียนข้างนอก แต่หนึ่งก็ไม่เข้าใจที่อาจารย์พูดเลย แล้วก็ไม่กล้าถามใคร ได้แต่พยักหน้าไปเรื่อย พอถึงวันนั้นก็เข้าไปเปลี่ยนชุดที่ห้อง Locker ตามปกติ ก็แปลกใจว่าคนอื่นๆ หายไปไหนกันหมด ที่ยิมก็ไม่มีใครเลย หนึ่งก็เดินไปทั่วเลย หาเพื่อนๆ ในชั้นเรียนก็ไม่เจอ วันต่อมาอาจารย์เค้าเข้ามาคุย ถามว่าเมื่อวานเธอไปไหนมา ไม่ได้ไปเรียน กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง (555) แอบหน้าแตกเล็กน้อย หลังจากนั้นก็ได้เพื่อนที่จะขอติดรถไปเรียนข้างนอกด้วย เพื่อนๆ ก็มาบอกกันว่า งงมากเลยไม่รู้ว่าหนึ่งหายไปไหน ตอนนั้นก็อายมากแต่พอมาคิดๆ ดูตอนนี้ก็ขำดีค่ะ ฮ่าๆ

คิดว่าโครงการ AFS ให้อะไรกับเราบ้าง

หลายอย่างค่ะ เริ่มตั้งแต่โอกาศที่เราได้ไปใช้ชีวิตและเรียนในต่างประเทศ ได้ใช้ภาษาอังกฤษแบบของจริง ได้ใช้ชีวิตแบบคนอเมริกันจริงๆ ว่ามันเป็นยังไง ได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่างที่เราคิดว่าคงไม่ได้ทำที่เมืองไทย หรือไม่มีโอกาสได้ทำที่เมืองไทยแน่ๆ เช่น เล่นสกี ได้เห็นหิมะ และที่สำคัญ หนึ่งมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับเพื่อนต่างชาติที่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเหมือนกัน ทำให้รู้สึกว่าเราเข้าใจความเป็นไปของโลกมากขึ้น เพราะเหมือนกับเราได้มีเพื่อนอยู่ทั่วโลก

โครงการภาษาอังกฤษ AFS 6

คิดว่าถ้าเกิดวันนั้นเราไม่ได้เข้าร่วมโครงการ AFS แล้ว เราจะเป็นอย่างไร จะเป็นอย่างที่เราเป็นวันนี้ไหม

พูดตามตรงเลยว่าหนึ่งก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นยังไง (555) อาจจะยังเป็นคนขี้อาย หรือมีนิสัยเป็นเด็กๆ อยู่ก็ได้ การได้ไปเรียนและใช้ชีวิตไกลจากบ้านได้มันได้เปลี่ยนตัวเราไปได้เยอะ ชีวิตที่นู่นอิสระก็จริงเพราะไม่มีพ่อแม่มาคอยจับตาดูแลเรา แต่มันก็ได้ฝึกให้เรามีความเป็นระเบียบและรับผิดชอบตัวเอง มีเหตุผลและกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง สอนให้เราเป็นคนที่ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ อันนั้นเป็นข้อดีที่ได้มา แต่ถ้าจะพูดในเรื่องของสิ่งที่ไม่ดีที่ได้มาจากที่นั่น ก็อาจจะมีบ้างเหมือนกัน ตอนที่กลับมาเมืองไทยแรกๆ ก็ยังติดนิสัยและทัศนคติแบบอเมริกันมาบ้าง เช่นว่า เป็นคนที่พูดตรง ติดความเคยชินที่เป็นอิสระ มั่นใจว่าตัวเองทำอะไรได้เอง อยากทำอะไรก็ทำ แต่หลังจากนั้นเราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับนิสัยของคนไทย รุ่นพี่และอาจารย์ของ AFS เคยบอกกันไว้ว่า “There’s no wrong or right. It’s just different” หรือ “ไม่มีสิ่งใดผิดหรือถูก มันแค่แตกต่างกัน” หมายความว่า เวลาเราไปอยู่ต่างถิ่น แล้วสงสัยว่าอะไรที่คนเค้าทำกันมันเป็นสิ่งไม่ดีหรือเปล่า แค่เรียนรู้เอาไว้แต่ไม่จำเป็นต้องไปทำตามหรือตัดสินสิ่งๆ นั้น เพราะสิ่งที่เค้าทำมันแค่แตกต่างจากสิ่งที่เราทำ มันไม่ได้อะไรผิดหรือถูกค่ะ

มีอะไรแนะนำสำหรับคนที่อยากไป AFS บ้างไหมครับ

ถึงน้องๆ ทุกคนที่อยากจะเข้ามาเป็นครอบครัว AFS ด้วยกันนะคะ รวมถึงน้องๆ ที่กำลังจะไป AFS ด้วย ขอให้ทุกๆ คนโชคดี แล้วก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุด มั่นใจในความสามารถของตัวเอง สู้ๆ ค่ะ

น้องหนึ่งมีเทคนิคในการฝึกภาษาอังกฤษอะไรที่อยากจะแนะนำให้เพื่อนๆ ชาวเด็กอิงก์บ้างมั้ยครับ

การฝึกภาษาอังกฤษสามารถทำได้หลายแบบค่ะ เทคนิคส่วนตัวของหนึ่งก็คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน เยอะๆ ทุกครั้งที่มีโอกาสให้ค่อยๆ ฝึก ไม่ต้องทุ่มเรียนมากจะเครียดเอาเปล่าๆ ลองฝึกดูหนัง Soundtrack ฝึกฟังเพลงสากล อ่านหนังสือพิมพ์หรือการ์ตูนภาษาอังกฤษ เมื่อก่อนหนึ่งจะชอบพก dictionary เป็นเล่มๆ ติดตัวตลอด เจอคำศัพท์ไหนที่ไม่เข้าใจจะเปิดดูทันที ไม่ชอบใช้ Talking dict ค่ะเพราะคิดว่าการเปิดหาคำศัพท์จากดิกชันนารีเป็นเล่มๆ จะช่วยให้เราจำคำๆ นั้นได้เร็วกว่า ทำให้เป็นกิจวัตรและสนุกกับการเรียนค่ะ

โครงการภาษาอังกฤษ AFS 9

จบกันไปแล้ว สำหรับบทสัมภาษณ์แรกของเรา เป็นอย่างไรบ้างครับ ยังไงทางทีมงานเด็กอิงก์ต้องขอขอบคุณ น้องหนึ่ง ที่ได้ร่วมแชร์ประสบการณ์กับเรา และทำให้เรามองเห็นถึงโอกาสต่างๆ ที่โครงการนี้เสนอให้ หวังว่าทุกคนที่กำลังลังเลอยู่ หรือ ยังไม่มั่นใจกับโครงการนี้ จะได้ประโยชน์จากบทสัมภาษณ์นี้ไม่มากก็น้อยนะครับ แล้วพบกับ บทสัมภาษณ์พิเศษๆ กับเด็กอิงก์ดอทคอม ในตอนต่อไปนะครับ....
 
 
 
   
คำค้นหา : AFS , โครงการ AFS , ประสบการณ์ AFS
 
เขียนเมื่อ : 13 ธ.ค. 2553,15:25   อ่านแล้ว : 4934 ครั้ง

Special Interviews » ประสบการณ์โครงการ AFSอื่นๆที่น่าสนใจ
น้องหนึ่งกับประสบการณ์ AFS
สัมภาษณ์พิเศษ น้องหนึ่ง กับประสบการณ์ และความรู้ภาษาอังกฤษที่ได้หลังจากเข้าร่วมโครงการ AFS
แสดงความคิดเห็น เรื่อง : น้องหนึ่งกับประสบการณ์ AFS


Copyright @ 2009 Dek-Eng.com All rights reserved.

dek-eng(at)hotmail.com