| สัมภาษณ์พิเศษ :: เยอรมัน...ฉันรักเธอ
บทสัมภาษณ์โดย : พี่จิว
สวัสดีครับ ชาวเด็กอิงก์ทุกคน พี่จิวเชื่อว่า น้องๆหลายคนอาจไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศเยอรมันมาก่อนเลย และคงอยากที่จะรู้เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับประเทศนี้เหมือนกัน
วันนี้ เรามีแขกรับเชิญส่งตรงจากเยอรมันที่จะมาแนะนำและมอบประสบการณ์ต่างๆกับเราถึงเมืองไทย งานนี้รับรองว่า สนุกและพลาดไม่ได้จริงๆ
ถ้าพร้อมแล้ว... ก็เตรียมลุยไปเยอรมันพร้อมๆกันเลยดีกว่า!!
รบกวนน้องแนะนำตัวกับชาวเด็กอิงก์ดอทคอมสักนิดครับ
สวัสดีค่ะชาวเด็กอิงก์ "เอย" ค่ะ ตอนนี้อายุ 16 ปี เรียนอยู่ ม.5 โรงเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน โครงการ EPTS เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการ AFS รุ่น 49 ณ ประเทศเยอรมันนีจ้าาา
น้องเอยมาอยู่ที่ประเทศเยอรมันได้ยังไงครับ...
คือจริงๆต้องบอกเลยว่าเอยมาอยู่เยอรมันเนี่ย ตอนแรกไม่ได้คิดจะมาเยอรมันหรอกพี่ เอาตั้งแต่เริ่มเลยนะ คือตอนนั้นเอยอยู่ ม.4 แล้วมีเพื่อน 2 คน สอบติด AFS ได้ไปอเมริกา แล้วเอยก็เลยอยากไปเหมือนอย่างพวกค้าบ้าง 555 แถมตอนนั้นเรียนอยู่แผนวิทย์-คณิต ซึ่งเรียนหนักมากกกกค่ะ ชีวิตประจำวันช่วงนั้นคือ ตื่นเช้า ไป โรงเรียน พอเลิกเรียน ก็ไปเรียนพิเศษ กลับบ้านดึกทุกวัน ไหนจะทำการบ้านอีก กว่าจะนอนก็เกือบเที่ยงคืน… เป็นแบบนี้ทุกวันเลย เหนื่อยจริงๆ แล้วช่วงนั้น เอยได้อ่านหนังสือหลายๆเล่มของพี่นิ้วกลม (สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์), Lost and Found ของพี่ปาล์ม (ฐิติวินน์ คำเจริญ) ซึ่งเป็นเรื่องราวเมื่อพี่เขาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไปยังปารากวัยเมื่อ 16 ปีที่แล้ว และได้ดูหนังเรื่อง Into the Wild โหหห… ช่วงนั้นแรงบัลดาลใจให้ออกไปท่องโลกกว้างมาเพียบ! หนังสือพี่นิ้วกลมก็ออกแนวตามล่าความฝัน ไปผจญภัยในที่ใหม่ๆ ส่วนของพี่ปาล์มก็เล่าถึงประสบการณ์ที่เค้าไปปารากวัยมา อ่านแล้วรู้สึกว่า…สนุกมากกกกกก! แล้วหนังเรื่องที่ดูก็ยังโดนกับชีวิตตอนนั้นมากนั่นก็คือ เบื่อโลกเดิมๆ อยากจะออกไปในโลกกว้าง เอยก็เลยตัดสินใจไปสอบ AFS โดยตอนแรกเลือกอเมริกาค่ะ เพราะเป็นประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ แต่ดันติดเป็นแค่ตัวสำรอง จนสุดท้าย AFS ก็ส่งจดหมายมาว่าได้ไป…เยอรมันนี…^^

แล้วอยู่ส่วนไหนของประเทศเยอรมันเอ่ย?
อยู่ Berlin เมืองหลวงเลย ตอนนี้อยู่มาจวนจะครึ่งทางแล้ว เหลืออีก 5 เดือนกว่าๆก็ได้กลับไทยแล้วค่ะ!
พอตอนมาอยู่นี่แรกๆ มีวิธีการสื่อสารกับคนเยอรมันอย่างไรบ้าง?
ตอนแรก เอยไม่คิดเลยว่าจะได้มาประเทศที่พูดภาษาที่สาม วันๆเอาแต่ฝีกพูดภาษาอังกฤษอย่างเดียว แต่พอรู้ว่าจะได้ไปเยอรมัน ก็เริ่มเปิดใจ ซึ่งเอยคิดว่าการไปประเทศที่ใช้ภาษาที่สามในการสื่อสาร น่าจะเป็นการท้าทายไปอีกแบบ แถมยังเป็นกำไรชีวิตอีกด้วย ก่อนมาเยอรมัน เอยก็เตรียมตัวล่วงหน้าด้วยการไปเรียนที่ Gothe (สถาบันสอนภาษาเยอรมัน) มา 3 courses ค่ะ หลังจากนั้น เราเองก็คิดว่าเวลาไปเยอรมันแล้ว น่าจะพอสื่อสารกับเค้าได้บ้างไม่มากก็น้อย… แต่พอไปถึงจริงๆนี่สิ! รู้เลยว่าที่เราเรียนมามันเป็นแค่ 10 จาก 100!!! คือมันมีอะไรอีกเยอะมากที่เราไม่รู้ พอเอยไปถึงวันแรกนะพี่ โฮสต์รัวเยอรมันใส่มาไม่ยั้งเลย… เอยนี่ถึงกับเอ๋อเลย -*- แต่ยังโชคดีที่เค้าพอจะพูดอังกฤษได้บ้าง แรกๆก็พยายามใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับเค้าไปก่อน พอพ้น 2-3 อาทิตย์ เริ่มรู้สึกว่า ถ้าไม่พูดเยอรมัน แล้วเมื่อไหร่จะพูดเป็น เอยก็เลยฝึกพูดภาษาเยอรมันกับเพื่อนที่โรงเรียนซะเลย โดยเทคนิคก็แค่ พยายามพูดประโยคง่ายๆ ไม่ต้องซับซ้อนมาก แค่เค้าเข้าใจเราได้ก็โอเคแล้ว (หรือเปล่า…:P)

เอยมีวิธีในการแก้ปัญหาอย่างไรเวลาที่เราสื่อสารออกไปแล้วคนอื่นไม่เข้าใจ
ถ้าสมมติว่าเอยพูดเยอรมันไม่รู้เรื่อง ก็จะใช้ภาษาอังกฤษมาช่วยค่ะ และถ้าเค้าไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ ก็เซิ้งภาษามือเลยค่ะ ^^ จำได้ว่า ตอนนั้นไปเรียนช่วงอาทิตย์แรก แล้วเอยไปสาย 10 นาที ก็เดินดุ่มๆเข้าไปในห้องเลยค่ะ ครูก็ทำหน้างงๆ เพราะเค้าไม่เคยเห็นหน้าเรา แล้วเค้าก็ถามเสียงดังเหมือนดุ ว่าทำไมมาสาย ไปไหนมา แล้วไอ้เราตอนนั้นคำว่า “ไปไหนมา” เค้าพูดว่า “woher kommst du?” ซึ่งประโยคนี้เคยเรียนที่ gothe ถ้าถามมาจะต้องตอบว่า “Ich komme aus Thailand” “มาจากประเทศไทย” พอเราได้ยินว่า woher kommst du? เลยคิดว่ามันเป็นคำถามเหมือนกะที่เรียนมา ก็เลยตอบไปเลยค่ะว่า ..มาจากประเทศไทย! เพื่อนถึงกับฮากันทั้งห้องเลย สองวินาทีผ่านไป… เราก็พึ่งนึกได้ (ช้าไปมั้ย = =!) เอ๋อมากค่ะ ตอนนั้น อยากจะมุดหน้าหนีมากกกกก…
ชอบอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับประเทศนี้ครับ?
ชอบระบบ Transportation หรือ ระบบการขนส่งของที่นี่ค่ะ มันสะดวกมากๆเลย ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเบอร์ลิน ก็สามารถเดินทางมาเจอกันได้ง่ายมาก เพราะมีทั้ง SBahn (รถไฟบนดิน) UBahn (รถไฟใต้ดิน) Tram (รถราง) Bus (รถเมย์) ซึ่งจะวิ่งรอบเมืองเลย อย่าง UBahn นี่ก็มีประมาน 10 เส้น เยอะแยะมากมาย รถบัสก็วิ่งบนถนนเกือบทุกสายในเบอร์ลิน ต้องยอมรับว่า ระบบที่นี่เค้าดีจริงๆ (ไม่ได้โม้..)
แล้วไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับที่นี่มากที่สุด?
ไม่ชอบคนเมาค่ะ พูดถึงเยอรมันก็ต้องนึกถึง “เบียร์” ใช่แล้ว… เบียร์ที่นี่เยอะมากกก และคนก็กินเยอะมากกกเช่นกัน เราจะเห็นขวดเบียร์วางอยู่ตามซอกถนนทุกๆที่ โดยเฉพาะสถานีรถไฟ ขวดเบียร์จะเยอะมากกกกก…. คนเมาก็เยอะด้วย! ที่เอยไม่ชอบเลยก็คือ คนเมาเค้าจะตัวเหม็นมาก แถมยังมีกลิ่นบุหรี่อีก ลองนึกดูสิว่ามันเหม็นขนาดไหน? พอวันไหนที่เอยต้องขึ้น UBahn ตอนที่คนแน่นๆปั๊บ อื้อหืออออ… กลิ่นโชยมาเลยพี่ เหม็นมากๆอะ บางทีอยากจะอาเจียนเลย ไม่ไหวจริงๆ T_T
อยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่กินอะไรบ้าง (อย่าบอกว่ากินขาหมูเยอรมันทุกวันนะ..)?
ที่บ้านของโฮสต์นั้น จะมีการทำอาหารแค่เสาร์อาทิตย์เท่านั้นค่ะ ส่วนวันธรรมดานั้นมีแต่ “ขนมปัง” ให้กิน…. เบื่อมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!! เค้าเรียกอาหารเย็นแบบนี้ว่า Abendbrot หรือ ขนมปังตอนเย็น ซึ่งจะมีแค่ขนมปัง แฮม ซาลามี่ ไส้กรอก ชีส เนย หรืออะไรก็ว่าไป ใครอยากกินขนมปังกับอะไรก็หยิบใส่ทำเป็นแซนด์วิชได้เลย… ขนมปังที่นี่จะมีที่อร่อยอยู่ชนิดนึง (ย้ำว่าแค่ชนิดเดียวจริงๆค่ะ) นั่นก็คือ brotchen เป็นขนมปังก้อนๆขนาดเท่ามือ อร่อยมาก แต่กินทุกวันก็ไม่ไหวนะ.. และนอกจากนั้น ในบางโอกาส โฮสต์ก็ทำเนื้อกวาง เนื้อกระต่ายให้กิน… อร่อยดีค่ะ ^^ เอาจริงๆนะพี่ เอยอยู่มานี่ยังไม่ได้กินขาหมูเยอรมันเลย 55 ส่วนวันไหนถ้าหิว แต่ไม่มีอะไรกินก็นี่เลย…มาม่า!

คนเยอรมันนิสัยเป็นไงบ้างครับ
ขรึม เสียงดัง ใจดี!! (ข้อหลังนี่ไม่ใจดีทุกคนนะ แต่ส่วนใหญ่ที่เจอเป็นคนใจดี โดยเฉพาะคนแก่)
มีอะไรสนุกๆตอนไปเที่ยวเล่าให้ฟังบ้างมั้ย
เอาตั้งแต่เริ่มขึ้นรถไฟเลยนะพี่ ตอนแรกไปถึงสถานีประมาณ 8 โมงครึ่ง แล้วก็รอรถไฟออกตอน 9 โมง ตอนนั้นไปกะเพื่อนคนไทย 5 คน พวกเราก็เม้าท์ๆๆกัน ไม่สนใจอะไร เค้าประกาศอะไรก็ไม่ฟัง จนซักพักมีเพื่อนคนนึงเงยหน้ามองไปที่ป้ายประกาศ เค้าเขียนว่า รถไฟไป Dresden เปลี่ยนเป็นชานชลาอีกที่นึง แล้วตอนนั้นถึงรู้ว่าไอ้ที่เค้าประกาศเนี่ย เค้าประกาศเปลี่ยนชานชลา มองไปดูนาฬิกา 8:56!!! มีเวลา 4 นาที ในการวิ่งไปอีกชานชลา พวกเรานี่วิ่งกันแทบตายเลย ต้องขึ้นบันไดเลื่อน ลงบันได้เลื่อน แล้วก็แทรกตัวเบียดกับคนเยอะๆไป จนคนมอง โห เกือบขึ้นรถไฟไม่ทันอะพี่ แต่ในที่สุดก็ขึ้นทัน! เหนื่อยมากกกกกกก.. โอเค ในที่สุดก็ถึง Dresden พวกเราก็เที่ยวๆเลยค่ะ แผนเผินอะไรนี่ไม่มีหรอก ก็แค่ search มานิดๆหน่อยๆว่าที่ไหนน่าเที่ยว แล้วไปยังไง แต่พอไปถึงจริงๆที่สำคัญๆมันอยู่ระแวก Altstadt หรือ เมืองเก่าหมดเลย ซึ่งก็คล้ายๆบ้านเรา คล้ายๆ Berlin เขตเมืองเก่าใน Dresden สวยมากกกกกกกกกกกกค่ะ สวยกว่าเบอร์ลินมากกกกๆๆๆ ไปถึงจะเห็น The Hofkirche เป็นโบสถ์ แล้วก็เดินไป Zwinger Palace กัน ที่นั่นเป็นวังที่ใหญ่มากๆ และด้านในวังก็มีเป็นพิพิธพันธ์ให้เข้าชม เกี่ยวกับพวกชุดเกราะ หรืออาวุธสงครามต่างๆ แล้วก็มี gallery ด้วย แต่เสียดายเราไม่ได้เข้าไป ซึ่งอีกอย่างที่เสียดายก็คือพวกเราไปกันตอนหน้าหนาว หิมะตก เลยอดเห็นหญ้าเขียวๆ แสงแดดอุ่นๆ ท้องฟ้าๆ เลย เห็นแต่หิมะ ถ้ามาฤดูอื่นคงสวยกว่านี้ 10 เท่าแน่ๆ หลังจากนั้น เราก็ไป Annenkirche กับ Frauenkirche กันค่ะ ด้านใน จะมีผลงานศิลปะของจิตกรยุโรปโบราณสวยมากๆค่ะ classic มากกก แล้วก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆท่ามกลางลมหนาว… และสุดท้ายก็ไปจบลงที่โรงโอเปร่า กะจะเข้าไปดูเพราะเค้าบอกด้านในสวยมาก แต่มันมีเป็นรอบ และแพง พวกเราก็เลยไม่เข้า แล้วไปหาไรกินแทน… นับว่าทริปไป Dresden นี้ เป็นทริปที่สนุกมากๆ หนาวแต่สนุก 55 ทริปนี้สอนเราหลายๆอย่าง และก็ทำให้เรารู้ว่าการเดินทางโดยไม่มีแผนการล่วงหน้าบางทีมันก็เจ๋งดีนะ… เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป มีผิดพลาดเล็กน้อย แต่ความผิดพลาดก็สอนเราให้เป็นประสบการณ์ว่าครั้งหน้า เค้าประกาศอะไรต้องฟังด้วย! :)

ชอบเที่ยวที่ไหนมากที่สุด
ชอบเที่ยวอะไรที่ออกแนผจญภัยๆค่ะ แบบตอนไป สไลด์เลื่อนหิมะบนภูเขา สนุกกกมากกก ท้าทายดี ลุยๆ เดินๆไปเหมือนอยู่ในหนัง 55 เพราะตรงนั้นเป็นป่าหมดเลย มีแต่ต้นไม้ที่ไม่มีใบไม้ แล้วข้างหลังก็เป็นเสาส่งสัญญาณของทหารตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีลวดหนามอะไรเต็มไปหมดเลย เดินๆไปพื้นก็ลื่นเพราะเป็นหิมะหมด ถ้าล้มไปนี่ก็ตกเขาเลยค่ะ ไม่มีที่กั้นด้วย ทางก็แคบมาก ตื่นเต้นมาก 55 ชอบทำอะไรที่มันท้าทายๆดี ประสบการณ์ใหม่ๆ ไปเจอสิ่งใหม่ๆที่เราหาไม่ได้ในเมืองไทย เอยเป็นคนชอบธรรมชาติมากกว่าในพวกสถาปัตยกรรมเมืองค่ะ มันสวยกว่ากันเยอะ ^^
เคยมีประสบการณ์อะไรเปิ่นๆในฐานะที่เราเป็นเด็กแลกเปลี่ยนมั้ย
โอ้ เยอะแยะเลยยยยยยพี่ 5555 เอาเท่าที่จำได้ละกันเนาะ ก็อันที่แรกๆเป็นบ่อยมากคือไปโรงเรียนแต่เค้าไม่มีเรียนกัน เราไปเรียนแรกๆก็ฟังเค้าไม่รู้เรื่อง บางวันเพื่อนก็ลืมบอกว่าพรุ่งนี้คาบแรกไม่มีเรียนนะ หรือไม่ก็คาบแรกเปลี่ยนห้องไปเรียนอีกห้องนะ เพราะการเรียนที่เบอร์ลินคือการเดินเรียน เปลี่ยนห้องไปตามวิชา ไม่ได้อยู่ห้องเดียวเหมือนเมืองไทยค่ะ บางวันเราก็ไปโรงเรียนเก้อ ไปถึงแล้วห้องปิดไม่มีคน ก็โทรหาเพื่อนเพื่อนบอกให้มาอีกห้อง ก็เลยเข้าเรียนสาย… แต่มีอยู่ครั้งนึงโทรหาเพื่อนตั้งหลายคนไม่มีใครรับเลย เราก็เลยออกนอกโรงเรียนไปเดินเล่นแทน ซักพักเพื่อนโทรมาบอกว่าคาบแรกไม่มีเรียน ขอโทษที่ลืมบอก! เอ๋อเลย… แล้วที่เอ๋ออีกเรื่องก็เรื่องภาษาค่ะ บางทีเค้าพูดว่าอย่างงั้นๆๆ ไอ้เราก็เข้าใจผิดเป็นอีกอย่าง แรกๆทำตัวเอ๋อมาก ประมาณว่าโฮสต์บอกให้ไปเก็บโต๊ะ เราก็ ok แล้วก็นั่งเฉยๆ คือตอนนั้นเราไม่แน่ใจว่าเค้าพูดกะเรารึปล่าวเพราะเค้าไม่ได้มองมาที่เรา แต่เหมือนจะได้ยินชื่อแว่วๆ เราก็โอเคเบาๆ ซักพักโฮสต์เดินกลับมาถามว่า อ้าวทำไมยังไม่ไปเก็บโต๊ะอีก เราก็ เอ่อ…ขอโทษ อิอิ

มีวีรกรรมอะไรมันๆเล่าให้เราฟังมั้ย?
ยังนึกวีรกรรมไม่ออก แต่เอาประสบการณ์ที่แอบช็อคแทนได้มั๊ยอะพี่ คือนั่งรถไฟที่นี่เค้าจะใช้รถแบบเชื่อใจกัน คือจะสุ่มตรวจตั๋วเป็นบางเที่ยว ซึ่งเอยก็ไม่มีปัญหาอะไร ตรวจก็ตรวจไป เอยมีตั๋ว :P ไม่กลัว ตอนนั้นเราอยู่มาได้เกือบเดือนละ มีเพื่อนแนะนำให้ซื้อตั๋วเดือนแบบนักเรียน เพราะมันถูกกว่ามาก เอยก็เลยซื้อ แล้ววันนั้นโดนตรวจตั๋วค่ะ ปกติเค้าจะเอาแค่มองผ่านๆว่าใครมีตั๋วไม่มี แต่พอดีวันัน้นคนน้อยมากเค้าก็เลยดูละเอียดเลย เค้าก็ขอตั๋วเอยมาดู ดูเสร็จเค้าก็ถามหาบัตรนักเรียน เอยก็ยื่นให้ เค้าบอกไม่ใช่บัตรนี้ เอยก็เลยงงว่า เราก็มีบัตรนักเรียนกันอยู่ใบเดียว แล้วจะต้องมีบัตรอะไรอีกละ ตอนนั้นก็ งงๆ ค่ะ เค้าเรียกลงจากรถไฟเลย เราก็นั่งอึ้งไปสักพัก แล้วก็ตามลงไป เค้าก็ขอดูพาสปอร์ด วีซ่า ขอที่อยู่ ขอชื่อและเบอร์โทรโฮสต์ ประมาณว่า เรามีอะไรก็ให้ไปหมดเลย แทบจะยกกระเป๋าตังค์ให้เค้าทั้งใบแล้ว เสร็จแล้วเค้าก็ยื่นใบสั่งมาให้ ตอนนั้นยังงงๆอยู่เลยว่า ตกลงทำไมบัตรนักเรียนใช้ไม่ได้ล่ะ สรุปแล้วคือ เราต้องไปทำบัตรนักเรียนอีกใบที่เป็นของรถไฟ ไม่ใช่ของโรงเรียน ก็เลยโดนปรับ T_T ตอนแรกนึกว่าต้องเสีย 40 euro (1600 บาท) เพราะคนขึ้นรถไฟไม่มีบัตรเสีย 40 euro แต่กรณีเอยเสียแค่ 7 euro (280 บาท) โล่งอกไป!

เล่าประสบการณ์เปิ่นๆให้ฟังหน่อยครับ...
เปิ่นเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ไปเรียนภาษาเลยค่ะ! คือหลังจากที่มาอยู่ได้ 2 วัน ก็ต้องไปเรียนภาษากับที่ AFS จัดไว้ให้ ซึ่งโฮสต์ได้ช่วยพาเอยไปยังที่นั่นรอบนึง เพื่อสอนเราว่า นั่งรถไฟ หรือเดินไปทางไหนยังไง แต่ตอนนั้นเอยก็ไม่ได้สนใจอะไร มัวแต่ดูบ้านเมือง เพราะยังตื่นเต้นกับที่นี่อยู่ จนพอถึงวันที่ต้องไปเรียนจริงๆ เริ่มจากต้องเดินไปขึ้นรถบัสหน้าหมู่บ้าน เอยก็ไปขึ้นรถบัส ซึ่งโฮสได้ให้ตั๋วมาแล้ว โดยตอนแรก เอยดันหาตั๋วไม่เจอ เลยเดินๆไปไม่โชว์ตั๋ว ทีนี้คนขับรถก็เรียกเลยค่ะ “HELLO!!!!” เราก็หันไป แล้วก็หาอีกรอบจนเจอ แล้วก็ควักตั๋วออกมา เค้าก็บ่นๆอะไรก็ไม่รู้ ตอนนั้นฟังไม่รู้เรื่องเลย เราก็เอ๋อๆเดินเข้าไป เค้าก็เรียกอีกรอบ คราวนี้เรียกเสียงดังมาก เรานี่ตกใจเลย แล้วเค้าก็พูดอะไรก็ไม่รู้ออกแนวตวาด เราก็เลยถามว่า พูดอังกฤษได้มั๊ย เค้าบอกไม่ได้ คนข้างๆเลยบอกว่าเราต้องไปตอกบัตร ก็โอ้วววว ขอบคุณมากก ตอนนั้นจะร้องไห้แล้วอะ แบบตกใจมากก คนขับมาเสียงดังน่ากลัวมาก T_T แล้วพอถึงรถไฟ ตอนนั่งรถไฟไม่มีปัญหาอะไรจนกระทั่งพอถึงตอนลงรถไฟ จะเดินไปหาที่เรียน ตอนนั้นฝนก็ตกปรอยๆ ร่มก็ไม่มี เสื้อก็ใส่แต่เสื้อแขนสั้น ลืมใส่ jacket ออกมา เดินหาก็หาไม่เจอ หาชื่อถนนไม่เจอ ก็ถามทางคนไปเรื่อย มีบางคนก็ให้แผนที่มาเลย แต่เอยดูแผนที่ไม่เป็น! (จบข่าว...) จำได้ว่าตอนนั้นถามคนประมาณ 10 คนได้ กว่าจะเดินไปถูกทางจนถึงที่เรียน เรียกว่าตัวเปียกปอนแบบดูไม่ได้กันทีเดียวกว่าจะถึงที่เรียน แล้วพอเรียนเสร็จ ตอนกลับบ้าน พอนั่งรถบัสกลับหมู่บ้าน ก็นั่งชมนกชมไม้ จนกระทั่งรู้สึกตะหงิดๆ ว่าทำไมมันไม่ถึงบ้านซะที.. ก็เริ่มเอะใจและ เลยไปถามคนขับว่า คันนี้ถึงสถานีหน้าบ้านไหม แล้วเค้าก็บอกว่าเราขึ้นมาผิดทาง ต้องไปอีกทาง! เอยเลยต้องลงไปขึ้นอีกฝั่ง ตอนแรกจะขึ้นรถอีกคัน ก็เลยลองโชว์ที่อยู่ให้เค้าดู เค้าบอกไม่ใช่คันนี้ สุดท้ายก็ขึ้นคันถูก ระหว่างทางนั่งลุ้นมากว่าวันนี้ชั้นจะถึงบ้านรึเปล่า… สุดท้ายท้ายสุดก็มาถึงบ้านอย่างปลอดภัย…เป็นวันที่เหนื่อยมาก!
มีอะไรที่ตัวเองคิดว่าสนุกที่สุดกับการได้มาอยู่ที่นี่
ทุกอย่างค่ะ พยายามคิดว่าทุกอย่างที่เราทำเป็นเรื่องสนุก enjoy กับมัน แค่ออกจากบ้าน ไปที่ใหม่ๆ เจออะไรใหม่ๆในแต่ละวัน แค่นั้นก็สนุกแล้วค่ะ จริงๆนะ ถ้าเราคิดว่ามันสนุก มันก็สนุก แต่ถ้าสนุกมากๆก็คือเป็นตอนไปเล่นสไลด์หิมะกับเพื่อน บนภูเขาแถวชานเบอร์ลินค่ะ สนุกมากกกกกกกกกก แต่เหนื่อยมากกกกก เพราะภูเขามันสูงเหลือเกินค่ะ

ถ้าใครคิดจะมาเที่ยวที่นี่ควรจะเตรียมตัวอะไรก่อนบ้าง และต้องเตรียมรับมือกับอะไรบ้าง
เอยว่าถ้าคิดจะมาเที่ยว ก็ควรจะศึกษาให้ดี ว่าแต่ล่ะที่มีอะไรน่าสนใจบ้าง เราสนใจอะไร อยากจะไปที่ไหน ศึกษาทางไปมาด้วย แล้วก็ต้องเตรีมตัวพร้อมเหนื่อย.. เพราะมันเหนื่อยแน่ๆ! เยอรมันเดินเยอะมากกกค่ะ จะซื้อตั๋วอะไรก็ดูให้ดูก่อนว่าซื้อถูกมั๊ย เวลาอยู่ในชานชลาเค้าประกาศอะไรก็ฟังดีดี อย่ามัวแต่เม้าท์เหมือนพวกเอย T-T แต่ก็อย่างที่บอก ว่าบางทีลองเที่ยวแบบไม่มีแผนการดูบ้าง แล้วจะรู้ว่าการผจญภัยที่แท้จริงมันเป็นไง 5555 น่าตื่นเต้นดีนะ…
มีเทคนิคในการฝึกภาษาเยอรมันยังไงบ้างครับ แชร์กับเด็กอิงก์หน่อยสิ
เอยอาศัยการดูทีวีภาษาเยอรมันเยอะๆ พวกการ์ตูนนี่ เอยดูทุกวันกับน้อง แล้วก็ท่องศัพท์ วันละ 3 คำไรงี้ก็ได้ ไม่ต้องเยอะ เพราะท่องเยอะไปก็จำไม่ได้ เอาน้อยๆแต่ชัวร์ๆดีกว่าเนอะ แล้วก็ต้องพูดเยอรมันค่ะ ผิดๆถูกๆก็พูดไปเถอะ แรกๆเค้าอาจจะไม่เข้าใจที่เราพูดบ้าง แต่อย่าไปกลัว! เราไม่ใช่คนเยอรมันซะหน่อย พูดไปเลย! เค้าไม่เข้าใจก็พูดอีกๆๆๆ เค้าไม่ว่าหรอก :P
คิดว่าการมาที่ได้มาแลกเปลี่ยนที่นี่ มันได้เปลี่ยนอะไรเราบ้างมั้ย
หลายอย่างเลยพี่! เอยว่ามันทำให้เรามองโลกที่กว้างขึ้น มองโลกในมุมที่ต่างออกไป ได้เห็นอะไรที่เราไม่เคยเห็น ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง อย่างน้อยก็รู้ว่า พ่อแม่ครอบครัว เพื่อน รักเราขนาดไหน มีความสำคัญเท่าไหน เวลาที่เราเหนื่อย เวลาที่เรามีปัญหา เวลาที่เราท้อ เราก็มีคนพวกนี้คอยให้กำลังใจ ถ้าเรายังอยู่เมืองไทย บางทีเราอาจจะไม่เห็นความหมายจริงๆของคำว่า “บ้าน” “ครอบครัว” และ “เพื่อน” มานี่ยังทำให้เอยมีความอดทน เข้มแข็งมากขึ้น โตขึ้น ทำอะไรเองเป็นมากขึ้น เราต้องมาล้างห้องน้ำ มาเช็ดห้องนอน มาเปลี่ยนผ้าปูที่นอน มาซักผ้า ทำอาหารเอง ไปไหนมาไหนเอง ทั้งๆที่อยู่เมืองไทยไม่เคยทำแบบนี้เลย แล้วก็มีความกล้ามากขึ้น กล้าทำอะไรเอง ถามทาง ถามคน โทรไปถาม ไม่ว่าจะเป็นภาษาเยอรมันก็ตาม กล้าพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูด กล้าแสดงความคิดเห็น สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้คือ “ถ้าไม่กล้า ก็ไม่มีวันเดินหน้าค่ะ”
สุดท้ายนี้ รู้สึกว่าชีวิตนี้คุ้มมั้ยที่มาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นี่
ตอนนี้เอยเดินทางมาแค่เกือบครึ่งทาง และยังเหลือเวลาอีกครึ่งนึง แต่แค่นี้เอยก็ตอบได้แล้วค่ะว่า “คุ้มจริงๆ”
และแล้วเราก็เดินทางมาถึงตอนจบของบทสัมภาษณ์นี้นะครับ ยังไงหวังว่าเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ชาวเด็กอิงก์ทั้งหลาย คงจะได้รับความเพลิดเพลินและเทคนิคในการฝึกภาษาต่างๆ จากประสบการณ์ดีๆของน้องเอยนะครับ… แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ…
|